จักรแก้วให้บูชา


หลังจากเล่าความเป็นมาในบทความมานานแล้ว คราวนี้เข้าเรื่องเสียที




จักรพรรดิที่ผมให้ช่างแกะขึ้นนั้น ผมทำเพื่อให้เช่าไปบูชาเฉพาะ “วิทยากร” เท่านั้น

ค่าบูชาหรือค่าเช่าที่ได้ ผมจะนำไปใช้ในกิจการของมูลนิธิศึกษาการุณย์ กับให้คุณลุง ค่าบูชาจักรแก้ว เรือนละ 3,000 บาท 

เรื่องนี้ วิทยากรทุกคนรู้เป็นอย่างดี และก็เช่ากันไปเป็นจำนวนมากแล้ว

ทำไมจะต้องให้เช่าเฉพาะวิทยากร

ขอพาดพิงคุณน้ำใสที่ผมเปิดโปงไปแล้วเล็กน้อย

คุณน้ำใสแกโฆษณาหลอกลวงว่า จักรแก้ว กับดวงแก้วเอามาจากป่า มีกายสิทธิ์มากมาย คนเป็นเจ้าของจะร่ำจะรวย อะไรต่อมิอะไร ฯลฯ คุณน้ำใสแกโกหกหลอกลวงทั้งสิ้น

อยากรู้ว่านางน้ำใสโกหกอย่างไรขอให้ไปอ่านในบทความ “หลอกขายดวงแก้ว” ได้เลย

จักรพรรดิท่านมีกาย มีใจ-จิต-วิญญาณ ไม่ใช่เครื่องจักร ท่านไม่อยู่กับคนที่ไม่สร้างบารมี ไม่อยู่กับคนที่ไม่มีศีลธรรม  ดังนั้น จักรแก้วกับดวงแก้วของคุณน้ำใสนั้น ไม่มีจักรพรรดิอยู่อย่างแน่นอน

จักรพรรดิที่มาจากนิพพานนั้น ขนาดวิทยากรไม่ทำงาน ท่านยังไม่อยู่ด้วยเลย  ถ้าให้คนอื่นเช่าไป พวกนั้น ก็เสียเงินเปล่า  เมื่อแรกคิดอย่างนั้น

คนทั่วๆ ไปที่อยากได้บารมีหรือสร้างบุญกุศล ผมก็ทำ “พระของขวัญ” ให้บูชา ไปหาอ่านได้ที่บทความในบล็อกนี้

แต่จากการที่ไปเปิดโปงคุณน้ำใส ทำให้ผมรู้ว่า ยังมีคนที่มีศรัทธาและต้องการจักรพรรดิไว้คู่บารมี ผมจึงเปลี่ยนนโยบายของผม

ผมจึงให้เช่าบุชาจักรแก้วแก่คนทั่วไปได้

ใครต้องการจักรแก้วไปบูชา ก็ส่งอีเมล์บอกที่อยู่ที่ส่ง ปณ. ได้มาที่ผม แล้วโอนเงินเข้าบัญชีนี้

ชื่อบัญชี  นายมนัส โกมลฑา
บัญชีเลขที่  980-6-08887-5  ธนาคารกรุงไทย สาขา ม. เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา

คำเตือน

ถ้าไม่ใช่คนดี มีศีลธรรม “อย่าเช่าไปบูชาอย่างเด็ดขาด” เพราะ เสียเงินฟรีแน่ๆ จักรพรรดิท่านจะกลับมาอยู่กับผม  ท่านจะได้แต่เรือนเปล่าๆ เท่านั้น

ถ้ามีเจตนาไม่ดีแต่แรกเลย  รับรองท่านจะทิ้งเรือนที่จะผมส่งไปก่อนเลย ท่านจะได้แต่เรือนจักรแก้วเปล่าๆ

ถ้าเป็นคนดีมีศีลธรรม สร้างบารมีบ้าง ไม่สร้างบ้าง ทำอย่างไร

ในกรณีนี้ ผมหาทางป้องกันไว้แล้ว กล่าวคือ ในการไปสอนวิชาธรรมกาย ไปประชุมประจำเดือน ไปถวายอาหารทะเล ไปบริจาคเลือด ฯลฯ ผมอาราธนาจักรพรรดิที่เกี่ยวข้องกับผมทั้งหมดให้ไปร่วมการสร้างบารมีทุกครั้ง

ดังนั้น คนดีที่สร้างบารมีได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จักรแก้วน่าจะคงอยู่กับเรือนของท่าน

อย่างไรก็ดี ค่าเช่าค่าบูชานั้น ผมนำไปใช้ในกิจการของมูลนิธิศึกษาการุณย์กับให้คุณลุงจริง ดังนั้น ท่านก็จะได้บารมีส่วนนี้ไปส่วนหนึ่งแล้ว

ต้นทุนทั้งหมด ผมออกเอง เพราะ เป็นการสร้างบารมีที่ใช้เงินน้อย แต่จะได้บารมีมาก  [อันนี้เป็นเทคนิคส่วนตัว คนอื่นห้ามเลียนแบบ  คุณลุงยังเคยชมว่า “ดร. มนัส ฉลาดในการสร้างบารมี”]

ผมบอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นของบทความชุดนี้ว่า “มีวิธีพิสูจน์”  วิธีพิสูจน์ก็ทำดังนี้

1) พาลูกหลานมาอบรมที่โครงการบ้านเธียรสวน  เดือนตุลาคมนี้ วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม ผมจะสอนวิธีตรวจสอบจักรพรรดิในเรือนให้ลูกหลานของท่าน

ลูกหลานของท่านจะได้ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ

ทำไมจะต้องเป็นเด็กด้วย

ความเป็นจริง ผู้ใหญ่ก็ได้ แต่ผู้ใหญ่สอนแล้วได้ผลประมาณ 60-70 % หมายถึงว่า สอนวิชาดูจักรพรรดิในเรือน  จึงหวังผลไม่ค่อยได้

เด็กๆ นี้รับรองผล 100 %  ถ้าไม่ซนอย่างมหาวินาศ จับไม่อยู่อย่างเด็กโคตรออทิสติก ซึ่งซนอย่างสอนไม่ได้เลย  มีประสบการณ์จากเคยมีคนพาเด็กออทิสติกมาให้สอน 

อายุมากๆ หน่อยสอนได้  แต่อายุน้อยๆ ไม่ต้องสอนก วิ่งไล่จับกันอย่างเดียว

2) พวกที่มีหน้าที่สอนหนังสือ หรือยุ่งเกี่ยวกับเด็กมากๆ  เชิญวิทยากรไปสอนให้เลย แล้วให้เด็กๆ เหล่านั้น ตรวจสอบให้ได้


เด็กที่ผมสอนวิชาธรรมกายเป็นประจำนั้น  วาดรูปจักรพรรดิเป็นปกติธรรมดา  เด็กๆ ชอบวาดรูปเสียด้วยซ้ำ ..............



จักรแก้วของผม


ในสามบทความที่ผ่านมาข้างต้น  ผมได้เล่าถึงความเป็นมาเกี่ยวกับรัตนะเจ็ดไปเกือบทั้งหมดแล้ว เหลือที่สำคัญที่กล่าวถึงในบทความชุดนี้ก็คือ จักรแก้ว

ผมหาจักรแก้วมาหลายปี ในเมืองไทย เมียนม่าร์ และไต้หวัน  ดูภาพสัญลักษณ์ของรัตนะเจ็ดของผมอีกครั้งหนึ่ง




เหรียญกลมๆ ทำด้วยหยก อยู่ข้างดวงแก้วสีชมพูนั้น ผมเช่ามาจากสนามบินของประเทศเมียนม่าร์ 

ก่อนจะมาเช่าที่นั่น ผมไปหามาทั่วแล้ว เฉพาะแหล่งที่ไปทัวร์กัน  สุดท้าย ไม่อยากกลับบ้านมือเปล่า ผมจึงไปเช่าที่สนามบินมา

เอาไปให้ลุงดู เพื่อให้คุณลุงสัมภาษณ์จักรพรรดิที่อยู่ในเรือนดังกล่าว

ผมได้บอกจักรพรรดิในเรือนว่า จะให้ท่านเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของ “จักรแก้ว”

จักรพรรดิท่านตอบกลับมาว่า “ให้เป็นอะไรก็ไม่ว่า แต่อยากมาสร้างบารมีด้วย”  เพราะ จักรพรรดิที่พม่า หรือเมียนม่าร์นั้น ไม่มีวิชาความรู้อะไรเลย

ผมไปสอนภาษาไทยให้นักศึกษาไต้หวัน ณ มหาวิทยาลัยผิงตงประมาณ 2 เดือนครึ่ง ผมก็พยายามไปหาจักรแก้วที่นั่นอีก ก็ไม่ได้

ผมไปเจอจักรแก้วจริงๆ ในภาพก็คือ จักรแก้วในกรอบสีทอง  เป็นจักรแก้วรุ่นแรกที่ได้มา  ผมไปสอนวิชาธรรมกายให้โรงเรียนของเพื่อนในอำเภอแม่สอด 

เห็นมีอยู่ร้านเดียว เป็นฝีมือแกะของช่างพม่า ฝีมือหยาบๆ แกะแล้วไม่ขัด แต่มีขนาดใหญ่ ผมเช่ามาองค์ละ 1,500 บาทบ้าง 1,000 บาทบ้าง

เมื่อมาให้คุณลุงตรวจดู [เป็นประเพณีส่วนตัวของผม ที่ได้จักรพรรดิใหม่ ต้องไปแนะนำให้คุณลุงรู้จัก ซึ่งก็คือให้จักรพรรดิต้นปราบ ตรีภพ หยกชมพู ต้นปราบน้อย ต้นปราบจักรีฤทธิ์รู้จัก

คุณลุงบอกว่าเป็น “จักรแก้ว” จริง และสามารถปราบมารได้

ผมจึงได้ “จักรแก้ว” ของแท้เสียที 

ในความตั้งใจครั้งแรกๆ ผมตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์เท่านั้น  อยากได้จักรแก้ว แต่ไม่คิดว่า เมื่อแกะเป็นจักรแล้ว  จักรแก้วจะมาอยู่

จักรแก้วในกรอบทองนั้น เดี๋ยวนี้กายใหญ่มาก เพราะ สอนวิชาธรรมกายด้วยกันมานาน ขอแสดงรูปจักรแก้วในความครอบครองเป็นบางส่วนอีกครั้งหนึ่ง 




จักรที่วางนอนในแถวที่หนึ่งกับแถวที่สอง อยู่ในกรอบทอง และกรอบถักด้วยเชือกสีแดง เป็นจักรแก้วที่แกะโดยช่างพม่า

ตัวเรือนของจักรแก้วจะจะหนา ฝีมือการแกะหยาบ ไม่ได้ขัด

ส่วนนอกเหนือจากนั้น เป็นฝีมือช่างที่จันทบุรี แกะโดยพลอยอ่อนจากอาฟริกา

ความศักดิ์สิทธิ์ของจักรแก้วขึ้นอยู่กับตัวเรา

จักรแก้วที่มาจากนิพพานทั้งหลาย ถ้าผมเลิกทำวิชา 18 กาย  เลิกสอนวิชาธรรมกาย  พระองค์จะกลับนิพพานทันที

จักรพรรดิที่เป็นคู่บารมี ท่านไปไหนไม่ได้ ท่านจะเสียใจไปกับเรา แต่ไม่ทิ้งเรา

โปรดจำไว้ว่า “เราพึ่งจักรพรรดิได้แน่นอน แต่เราต้องพึ่งตัวเองก่อนด้วยการเดินวิชา ถ้าเราไม่พึ่งตนเองก่อน  จักรพรรดิไม่มาอยู่กับเรา  ที่มาอยู่แล้ว ท่านก็กลับนิพพานของท่าน



พระสยามเทวาธิราช






ในบทความ “รัตนะเจ็ดของผม” แรก ผมได้เล่าถึงจักรพรรดิทั้ง 7 ประเภท ที่ผมจะสะสมเพื่อเป็นสัญลักษณ์ เพราะ ในกายของผมนั้น  รัตนะเจ็ดมีครบอยู่แล้ว

ขุนพลแก้วที่ผมไปได้มาจากศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาครนั้น รูปร่างยังไม่ชัดเจน  วันนี้ผมเลยเอารูปที่ชัดๆ มาให้ดู

ซึ่งก็คือ พระสยามเทวาธิราชนั่นเอง

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี เก็บข้อมูลไว้ดังนี้

พระสยามเทวาธิราช เป็นเทวรูป หล่อด้วยทองคำสูง ๘ นิ้ว ประทับยืนทรงเครื่องกษัตริยาธิราช ทรงฉลองพระองค์อย่างเครื่องของเทพารักษ์

มีมงกุฎเป็นเครื่องศิราภรณ์ พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ ซ้ายยกขึ้นจีบดรรชนีเสมอพระอุระ

องค์พระสยามเทวาธิราชประดิษฐานอยู่ในเรือนแก้วทำด้วยไม้จันทน์ ลักษณะแบบวิมานเก๋งจีน

มีคำจารึกเป็นภาษาจีนที่ผนังเบื้องหลัง แปลว่า "ที่สถิตย์แห่งพระสยามเทวาธิราช" เรือนแก้วเก๋งจีนนี้ประดิษฐานอยู่ในมุขกลางของพระวิมานไม้แกะสลักปิดทอง

ตั้งอยู่เหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ตอนกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง

พระวิมานไม้แกะสลักปิดทองนี้ เรียกว่า พระวิมานไม้แกะสลักปิดทองสามมุข ด้านหน้าขององค์พระสยามเทวาธิราชตั้งรูปพระสุรัสวดี หรือพระพราหมี เทพเจ้าแห่งการดนตรีและขับร้อง

มุขตะวันออกของพระวิมาน ตั้งรูปพระอิศวรและพระอุมา มุขตะวันตกของพระวิมาน ตั้งรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าว่า

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการศึกษาประวัติศาสตร์ ทรงมีพระราชดำริว่าประเทศไทยมีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นภยันตรายมาได้เสมอ

คงจะมีเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์คอยอภิบาลรักษาอยู่ สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการบูชา

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการปั้นหล่อเทวรูปสมมุติขึ้น ถวายพระนามว่าพระสยามเทวาธิราช

ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งทรงธรรมในหมู่พระที่นั่งพุทธมณเฑียร ในพระอภิเนาว์นิเวศน์

พระที่นั่งไพศาลทักษิณ สถานที่ประดิษฐานพระวิมานพระสยามเทวาธิราช (ทางด้านขวาของภาพ)

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า

"...ตอนมหาอำนาจทางตะวันตกทำการเปิดประตูค้ากับพวกตะวันออก ในระยะเวลาต้นๆศตวรรษที่ ๑๙ ของคริสต์ศักราชนั้น

พวกเมืองข้างเคียงไม่รู้ทันเหตุการณ์ภายนอกว่า ทางตะวันตกมีอำนาจปืนเรือพอที่จะเอาชนะได้อย่างง่ายดาย จึงพากันไม่ยอมทำสัญญาด้วย ซ้ำยังขับไล่ ใช้อำนาจจนเกิดเป็นสงครามขึ้น

ก็เป็นธรรมดาที่คนมีแต่มีดจะต้องแพ้ผู้มีปืน แล้วถูกเป็นเมืองขึ้นไปโดยสะดวก

ฝ่ายทางเมืองไทยเรานั้นมหาอำนาจตกลงกันให้อังกฤษมาเป็นผู้เปิดประตูทำสัญญาค้าขาย ซึ่งตามที่จริงก็เคยมีไมตรีกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว

แต่เมื่อบ้านเมืองมีเหตุการณ์ศึกสงครามเกิดขึ้นชาวต่างประเทศไปมาค้าขายไม่สะดวกได้ ก็จำต้องหยุดการติดต่อกันไปเป็นพัก ๆ

การเป็นเช่นนี้แก่ทุกบ้านทุกเมือง ฉะนั้น เมื่อเสร็จศึกกับพม่าในรัชกาลที่ ๑ แล้ว ถึงรัชกาลที่ ๒ ชาวโปรตุเกสก็เข้ามาจากเมืองมาเก๊า เพื่อขอทำสัญญาค้าขาย

ใน พ.ศ. ๒๓๖๓ โปรดเกล้าฯ ให้รับสัญญาเพราะเรายังต้องการซื้อปืนไฟจากชาวตะวันตกอยู่

ต่อมาอีก ๒ ปี มิสเตอร์ จอน ครอเฟิด (John Grawford) ทูตอังกฤษเข้ามาขอทำสัญญาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียใน พ.ศ. ๒๓๖๕

ถึงรัชกาลที่ ๓ อังกฤษเกิดรบกันขึ้นกับพม่าเป็นครั้งแรก ครั้นชนะแล้วจึงให้กัปตันเฮนรี่ เบอร์เนย์ (Henry Burney) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘

ทูตอเมริกัน มิสเตอร์ เอ็ดมอนด์ โรเบิต (Edmond Robert) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๕

มิสเตอร์ริดชัน (Ridson) ทูตอังกฤษเข้ามาทำสัญญาขอซื้อช้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๑ และเซอร์เจมส์ บรู้ค (Sir Jame Brooks) ผู้เคยเป็นรายา (White Raja) ผู้ครองเกาะซาราวัค (Sarawak) เข้ามาขอทำสัญญาอีกเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๓ ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เสด็จสวรรคต

รวมทูตอังกฤษที่เข้ามาทำสัญญากับเมืองไทยถึง ๔ ครั้ง แต่ก็ได้ทำแต่เรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเรื่องผ่านแดนไทยกับพม่า และสัญญาซื้อขายช้าง ม้า และแลกเปลี่ยนสินค้าบางอย่าง ไม่ได้ทำสัญญากับเมืองไทยโดยตรงอย่างเมืองอื่น ๆ

ส่วนทางเมืองไทยก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าจะมีผู้ใดจะเกะกะทางนี้ได้ บางคนนึกเลยไปว่าเหล็กจะลอยน้ำได้อย่างไร

ในเมื่อมีใครมาเล่าว่าทางมหาอำนาจตะวันตกนั้นมีเรือรบที่ทำด้วยเหล็ก ไทยจึงไม่เต็มใจจะเปิดประตูค้ากับผู้ใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่รับข้อที่จำเป็นในเวลานั้นเท่านั้น

แต่ในที่สุดเราก็ได้พบรายงานของเซอร์เจมส์ บรู๊ค ผู้ซึ่งเข้ามาครั้งสุดท้ายในรัชกาลที่ ๓ ว่า

‘..พระเจ้าแผ่นดินกำลังเสด็จอยู่บนพระแท่นสวรรคต และพระองค์ที่จะทรงเสวยราชย์ใหม่ก็มีหวังจะพูดกันได้เรียบร้อย ฉะนั้น จึงขอรอการใช้กำลังบังคับไว้ก่อน...

ตามรายงานนี้เห็นได้ชัดว่า เขาเตรียมจะใช้กำลังกับเราอยู่แล้ว เผอิญให้เกิดมีการสวรรคตและเปลี่ยนแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นมาเสวยราชย์ในเวลาที่ทรงทราบเหตุการณ์นอกประเทศดีอยู่แล้ว เพราะทรงมีเวลาศึกษาเพียงพอ ในเวลาที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุถึง ๒๗ ปี

พอเสวยราชย์ได้ ๔ ปี เซอร์จอน โบว์ริง (Sir John Bowring) เจ้าเมืองฮ่องกง ก็มีจดหมายส่วนตัวเข้ามากราบทูลว่า

คราวนี้ตัวเขาจะเข้ามาเป็นราชทูตแทนพระองค์ควีน วิคตอเรีย ไม่ใช่เป็นแต่เพียงทูตมาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียเช่นคนก่อน ๆ เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าจะไม่มีเรื่องเดือดร้อนถึงต้องขัดใจกัน

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบข้อไขอันนี้ดี จึงเปิดประตูรับในฐานะมิตร และเป็นผลให้เราได้พ้นภัยมาได้แต่ผู้เดียวในทางตะวันออกประเทศนี้

เมื่อเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว ทรงพระราชดำริว่า เมืองไทยเรานี้มีเหตุการณ์หวิด ๆ จะต้องเสียอิสรภาพมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นได้เสมอมา

ชะรอยจะมีเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งที่คอยพิทักษ์รักษาอยู่ จึงสมควรจะทำรูปเทพพระองค์นั้นขึ้น ไว้สักการบูชา

แล้วโปรดให้พระองค์เจ้าดิษฐวรการ (หม่อมเจ้ารัชกาลที่ ๑) นายช่างเอกทรงปั้นรูปเทพพระองค์นั้น เป็นรูปทรงต้นยืนถือพระขรรค์ในพระหัตถ์ขวา ขนาด ๘ นิ้วฟุตงดงามได้สัดส่วน แล้วหล่อด้วยทองคำแท่งทั้งพระองค์

ทรงถวายพระนาม "พระสยามเทวาธิราช" แล้วประดิษฐานไว้ในพระวิมานกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณจนทุกวันนี้

ท่านผู้ใหญ่ชั้นคุณย่าของข้าพเจ้าเล่าว่า ในรัชกาลที่ ๔ ทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะทุกวัน และเป็นที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก

บัดนี้เนื่องแต่ทางพระราชสำนักต้องตัดทอนรายจ่ายมากมายมาแต่ในรัชกาลที่ ๗ จึงคงยังมีเครื่องสังเวยถวายแต่เฉพาะวันอังคาร และวันเสาร์ อาทิตย์ละ ๒ ครั้ง

และในเวลาปีใหม่ก็มีการบวงสรวงสังเวยเป็นพิธีใหม่ มีละครรำของกรมศิลปากรในเวลาเช้าวันสังเวยนั้น..

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ต่าง ๆ ดังเราท่านได้ประสบมาด้วยตนเอง ยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นว่าพระสยามเทวาธิราชนั้นมีจริง

เราจงพร้อมใจกันอธิษฐานด้วยกุศลผลบุญที่เราได้ทำมาแล้วด้วยดี ขอให้เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ จงได้ทรงคุ้มครองป้องกันภัย และโปรดประสิทธิ์ประสาทความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ประชาชนชาวสยามทั่วกันเทอญ.."

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะเป็นประจำวัน เครื่องสังเวยที่ถวายเป็นประจำนั้น จะถวายเฉพาะวันอังคาร และวันเสาร์ก่อนเวลาเพล

โดยจะมีพนักงานฝ่ายพระราชฐานชั้นใน เป็นผู้เชิญเครื่องตั้งสังเวยบูชา เครื่องสังเวยประกอบด้วย ข้าวสุกหนึ่งถ้วยเชิง หมูนึ่งหนึ่งชิ้น พร้อมด้วยน้ำพริกเผา ปลานึ่งหนึ่งชิ้นพร้อมด้วยน้ำจิ้ม ขนมต้มแดงและขนมต้มขาว กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อนหนึ่งผล ผลไม้ตามฤดูกาลสองอย่าง และน้ำสะอาดอีกหนึ่งถ้วย

ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้จัดพระราชพิธีสังเวยเทวดา ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี

พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเลียนแบบพระสยามเทวาธิราชแต่แปลงเค้าพระพักตร์ให้เหมือนสมเด็จ พระชนกาธิราช

เพื่อทรงสักการะ พระบรมรูปองค์นี้ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า พระอภิเนาว์นิเวศน์พระพุทธมณเฑียร และพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งเป็นโครงสร้างเสาไม้หุ้มปูน ที่ได้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก ยากที่จะบูรณะให้คงสภาพเดิมไว้ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อลงทั้งหมด และอัญเชิญพระสยามเทวาธิราชไปประดิษฐานไว้ ณ พระวิมานทองสามมุขเหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ตราบจนถึงทุกวันนี้

พระราชพิธีบวงสรวงใหญ่พระสยามเทวาธิราช ตามประเพณีกำหนดไว้ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติแบบโบราณ

ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จแทนพระองค์มาทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะพระสยามเทวาธิราช และมีละครในจากกรมศิลปากรรำถวาย

ระหว่างวันที่ ๗ - ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เมื่อครั้งฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระสยามเทวาธิราชจากพระวิมานในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ขึ้นเสลี่ยงโดยประทับบนพานทอง ๒ ชั้น สู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ประดิษฐาน ณ บุษบกมุขเด็จ

เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีบวงสรวง ในวันพุธที่ ๗ เมษายน ๒๕๒๕ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สาธุชนเข้าถวายสักการะพระสยามเทวาธิราชหลังเสด็จฯ กลับ จนถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๕

นับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีโอกาสได้เข้าถวายสักการะพระสยามเทวาธิราชเฉพาะพระพักตร์

พระสยามเทวาธิราชที่เป็นกายละเอียดมีจริงๆ มีหลายพระองค์  ไม่ว่าผมจะไปสอนนักเรียนที่ไหน พระองค์จะทรงไปช่วยสอนทุกครั้ง....